รองเท้านิรภัยคืออะไร ต่างจากรองเท้าแบบอื่นอย่างไร?

Last updated: 2021-06-29  |  1343 จำนวนผู้เข้าชม  | 

รองเท้านิรภัยคืออะไร ต่างจากรองเท้าแบบอื่นอย่างไร?

“ความปลอดภัย” ถือเป็นสิ่งที่สำคัญที่จะต้องคำนึงถึง ระหว่างทำงาน ไม่ว่าความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นนั้นจะร้ายแรง หรือไม่ก็ตาม หากเกิดความเสียหายขึ้น อาจทำให้การทำงานล่าช้า ทรัพย์สินเสียหาย หรือที่แย่ที่สุด อาจเกิดบาดแผลร้ายแรงถึงขั้นพิการก็เป็นได้ ดังนั้น เพื่อลดโอกาสเกิดปัญหาร้ายแรงดังกล่าว “การป้องกันตัวเอง” ถือเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ระหว่างปฏิบัติงาน

“รองเท้าเซฟตี้” หรือ “รองเท้านิรภัย” เป็นอุปกรณ์ป้องกันชนิดหนึ่ง ที่จะปกป้องเท้าของผู้ใช้งานให้ปลอดภัยจากการเกิดอุบัติเหตุต่อผู้ที่กำลังปฏิบัติงาน ไม่ให้เกิดความเสียหายต่อเท้าได้

ส่วนประกอบของรองเท้านิรภัย

1. หัวกันกระแทก

หัวกันกระแทกนั้นจะอยู่บริเวณปลายรองเท้า โดยทำหน้าที่ป้องกันนิ้วเท้าของผู้สวมใส่ ไม่ให้เกิดกระแทก จากสิ่งของที่ หล่น ทับ กระแทก หรือจากของมีคม ซึ่งหัวกันกระแทก สามารถแบ่งได้อีก 2 ประเภท ได้แก่

1.1 หัวเหล็กกันกระแทก

มีน้ำหนักพอสมควรตามวัสดุ สามารถป้องกันการกระแทกได้ตามมาตรฐาน

1.2 หัวคอมโพสิตกันกระแทก 

สามารถรับแรงกระแทกได้เทียบเท่าหัวกันกระแทกแบบเหล็ก แต่จะมีน้ำหนักที่เบากว่ามาก

2. พื้นรองเท้า 

พื้นรองเท้านั้น ถือว่าเป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งเลยก็ว่าได้ เนื่องจากผู้ใช้งานจะต้องเลือกพื้นรองเท้าที่เหมาะกับหน้างานที่จะทำ เพื่อประสิทธิภาพที่ดีที่สุด พื้นรองเท้าเซฟตี้ที่ได้รับความนิยมโดยทั่วไปจะได้แก่

2.1 พื้นโพลียูรีเทน (Polyurethane)

ซึ่งโดยปกติแล้ว จะถูกเรียกว่า “พื้น PU” พื้น PU นั้นมีน้ำหนักที่เบากว่าพื้นอื่น ๆ ในหมวดรองเท้าเซฟตี้ โดยยังคงประสิทธิภาพไว้อย่างครบถ้วน เช่น การกันลื่น ทนความร้อนได้ถึง 160 °c และด้วยกรรมวิธีหล่อติด จะทำให้รองเท้ามีความแข็งแรงทนทานมากขึ้น ใช้งานได้ยาวนาน

2.2 พื้นยางไนไตรล์ หรือ NBR

ด้วยคุณสมบัติของพื้นยางที่มีความแข็งแรง และทนทานมากกว่าพื้น PU อย่างมาก เช่น การกันลื่น ททนความร้อนได้ถึง 300°c และยังสามารถทนต่อสารเคมี และน้ำมันได้มากกว่าพื้น PU แต่จะแลกมาด้วยน้ำหนักที่มากขึ้น

3.  หนังรองเท้า

หนังรองเท้าเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญ หากจะเริ่มใช้งานรองเท้าเซฟตี้ หนังรองเท้าควรเป็นส่วนหนึ่งที่ต้องเลือกให้เหมาะสมกับหน้างาน โดยจะแบ่งเป็น 2 ประเภทหลักๆ ดังนี้

3.1 หนังแท้

โดยส่วนมาก หนังที่ใช้ผลิตรองเท้าเซฟตี้นั้น จะเป็นหนังแท้ ซึ่งนั่นก็มีสาเหตุมาจากที่ หนังแท้มีความแข็งแรง ทนทานสูง และป้องกันรอยขีดข่วนได้มากกว่าหนังเทียม

3.2 หนังเทียมหรือหนังสังเคราะห์

ขึ้นมา ซึ่งมีหลายชนิดด้วยกัน เช่น หนัง PU หนังไมโครไฟเบอร์ หนัง PVC เป็นต้น หนังเทียมนั้นจะถูกใช้ในหน้างานที่ไม่หนักมาก และต้องการความสบายในการสวมใส่ หรือหน้างานที่มีวัตถุประสงค์เฉพาะ เช่น หน้างานที่ต้องการความสะอาด หรือหน้างานที่ต้องการป้องกันสารเคมีบางชนิด

องค์ประกอบที่ควรคำนึงถึงก่อนใช้งานของรองเท้านิรภัย

1. การรับรองมาตรฐาน

การจะเลือกใช้รองเท้าเซฟตี้ หากเลือกรองเท้าเซฟตี้ไม่ได้มาตรฐานก็อาจทำให้เกิดอุบัติเหตุ หรือความเสียหายกับผู้ใช้งานเช่นเดียวกัน ดังนั้นการเลือกรองเท้าเซฟตี้สำหรับปฏิบัติหน้าที่ควรคำนึงถึงมาตรฐานดังกล่าวด้วย เช่น มาตรฐาน มอก.523-2554 หรือ มาตรฐาน CE เป็นต้น

2. คุณสมบัติรองเท้าเซฟตี้

สืบเนื่องจากการรับรองมาตรฐาน การจะเริ่มใช้งานรองเท้าเซฟตี้นั้น จำเป็นต้องเลือกรองเท้าเซฟตี้ให้เหมาะสมกับหน้างานที่จะปฏิบัติงาน การเลือกรองเท้าให้เหมาะสมกับหน้างานจะเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะบางหน้างานที่ต้องการคุณสมบัติพิเศษของรองเท้า เช่น หน้างานที่ต้องการรองเท้าเซฟตี้ที่ป้องกันไฟฟ้าสถิต ก็จะต้องเลือกใช้งานรองเท้าที่มีคุณสมบัติป้องกันไฟฟ้าสถิตได้ จึงจะสามารถปฏิบัติงานได้

2.1.1 สามารถรับแรงกระแทกและแรงบีบบริเวณปลายเท้าได้

ซึ่งบริเวณปลายเท้าจะต้องสามารถรับแรงกระแทกได้ตามที่มาตรฐานกำหนด การทำงานนั้นไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าจะเกิดอุบัติเหตุเมื่อใด และอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งอย่างหนึ่งก็คือ การมีสิ่งของที่มีน้ำหนัก หล่นใส่เท้า ซึ่งการที่สวมใส่รองเท้าเซฟตี้ที่สามารถปกป้องปลายเท้าได้นั้นจะช่วยปกป้องไม่ให้เท้าของผู้สวมใส่เกิดการบาดเจ็บรุนแรง โดยมาตรฐานแล้วหัวเหล็กที่ปลายเท้าของรองเท้าเซฟตี้นั้นควรจะสามารถรับแรงกระแทกได้ 200 จูล หรือเท่ากับสิ่งของน้ำหนัก 20 กิโลกรัม จากความสูง 1 เมตร
 

2.1.2 สามารถป้องกันการเจาะทะลุได้

ในบางหน้างานที่มีสิ่งแหลมคม หรือเศษวัสดุต่าง ๆ ซึ่งการป้องกันการเจาะทะลุจากวัสดุบนพื้นนั้น ก็สำคัญไม่แพ้การป้องกันสิ่งของหล่นใส่เท้า ดังนั้นรองเท้าเซฟตี้จำเป็นต้องสามารถทำให้ป้องกันการทะลุจากวัสดุบนพื้นได้ ซึ่งรองเท้าเซฟตี้ของ “เจแทคโก้” โดยปกติแล้วไม่ได้เสริมแผ่นกันทะลุ เนื่องจาก บางหน้างานอาจไม่จำเป็นต้องใช้การป้องกันการเจาะทะลุขนาดนั้น หากใส่แผ่นกันทะลุ อาจทำให้การทำงานเกิดความเมื่อยล้ามากขึ้น แต่หากต้องการเพิ่มความปลอดภัยจากการป้องกันการทะลุ ทางเราก็สามารถเสริมแผ่นเหล็กป้องกันการทะลุ ที่ได้มาตรฐาน ให้กับลูกค้าได้
 

2.1.3 สามารถกันลื่นได้

หน้างานส่วนมากจะมีน้ำ หรือน้ำมันบนพื้น หรือแม้แต่พื้น Epoxy ที่มีความลื่นอยู่แล้ว การกันลื่นก็เป็นสิ่งที่จำเป็นต้องคำนึงถึงเป็นอันดับต้น ๆ
 

2.1.4 สามารถป้องกันไฟฟ้าสถิตได้

รองเท้าเซฟตี้ควรมีคุณสมบัติในการป้องกันไฟฟ้าสถิต หรือควรมีการออกแบบให้สามารถคลายประจุไฟฟ้าในตัวผู้สวมใส่ลงสู่พื้นได้ การป้องกันไฟฟ้าสถิตมีความจำเป็นในกรณีที่ ผู้สวมใส่ต้องทำงานกับเครื่องจักร ซึ่งหากไม่ป้องกันไฟฟ้าสถิต อาจทำความเสียหายกับเครื่องจักรนั้น ๆ ได้ แต่หากเป็นหน้างานที่ต้องการป้องกันไฟฟ้าสถิตมากเป็นพิเศษ จำเป็นที่จะต้องใช้รองเท้าเซฟตี้ที่ป้องกันไฟฟ้าสถิตเฉพาะทาง

การบำรุงรักษารองเท้านิรภัย

การบำรุงรักษารองเท้าเซฟตี้ ก็จัดเป็นหนึ่งสิ่งที่ควรคำนึงถึง เพื่อยืดอายุการใช้งานรองเท้าเซฟตี้ ให้รองเท้าของเราแข็งแรงทนทานตลอดการสวมใส่ของผู้ใช้งาน ซึ่งการบำรุงรักษารองเท้าเซฟตี้ให้มีอายุการใช้งานยาวนานขึ้นมีดังนี้

  1. เลือกขนาดรองเท้าเซฟตี้ให้มีขนาดพอดีกับเท้าของผู้ใช้ ไม่ควรหลวมเกินไป หรือคับเกินไป ซึ่งอาจทำให้เกิดความเสียหายกับรองเท้าเซฟตี้ในระยะยาว
  2. เลือกใช้รองเท้าเซฟตี้ตามคุณสมบัติของพื้นรองเท้า ที่เหมาะสมกับลักษณะของงาน เช่น ประเภเทมาตรฐาน (Standard, S) ประเภทเสริมแผ่นเหล็ก (Penetration-resistant, PA) หรือประเภทต้านไฟฟ้าสถิต (Antistatic, A) เป็นต้น
  3. ไม่ควรสวมรองเท้าแบบเหยียบส้นเด็ดขาด และผูกเชือกรองเท้าทุกครั้งขณะสวมใส่
  4. ไม่ควรให้รองเท้าเซฟตี้แช่น้ำเป็นเวลานาน หากต้องการทำความสะอาดสามารถทำความสะอาดได้โดย นำผ้าชุบน้ำ แล้วผึ่งลมให้แห้ง จากนั้นเคลือบด้วยครีม หรือน้ำมันรักษาหนังรองเท้า จะเป็นการดีหากมีรองเท้าสลับใส่ระหว่างผึ่งลมทำความสะอาด และนำกระดาษหนังสือพิมพ์ขนาดพอเหมาะยัดเข้าไปในตัวรองเท้าเพื่อดูดซับความชื้นและกลิ่นไม่พึ่งประสงค์
  5. ควรเก็บในที่แห้ง อากาศถ่ายเทสะดวก และไม่ควรเก็บไว้ในที่ที่มีอุณหภูมิสูงจนเกินไป
  6. หลีกเลี่ยงการใช้งานผิดประเภท เช่น หากต้องเดินย่ำน้ำปูนตลอดเวลา ให้หลักเลี่ยงการสวมรองเท้าเซฟตี้โดยการใส่รองเท้าบูทยางแทน

Powered by MakeWebEasy.com